แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ EAT แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ EAT แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ผัก 7 ชนิด กินมากไปอาจทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

 

ผัก 7 ชนิด กินมากไปอาจทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

เผยแพร่:    ปรับปรุง:    โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ท้องอืด ท้องเฟ้อ คือภาวะอาหารไม่ย่อย ซึ่งพบบ่อยมากถึง 25% ของคนทั่วไป จะทำให้รู้สึกปวดท้องช่วงบน เนื่องจากระบบการย่อยไม่ปกติ ส่งผลให้ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง และอึดอัด ไม่สบายตัว โดยอาการมักดีขึ้นและหายได้เอง หรือบางคนอาจมีอาการเรื้อรังจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ มากกว่า 50% ไม่สามารถระบุสาเหตุของภาวะท้องอืดท้องเฟ้อได้ แพทย์จะให้การรักษาด้วยการรับประทานยา รวมถึงปรับเปลี่ยนอาหารและพฤติกรรมการกิน

ผักที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะ

1. บรอกโคลี
บรอกโคลี มีน้ำตาลเชิงคู่ที่เรียกว่า น้ำตาลแรฟฟิโนส ซึ่งร่างกายอาจมีปัญหาในการสลายน้ำตาลชนิดนี้ และอาจก่อให้เกิดแก๊สขึ้น อีกทั้งบรอกโคลียังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งการที่ไฟเบอร์สูงแบบนี้ ก็มีส่วนเพิ่มแก๊สได้มากขึ้นเช่นกัน

2. กะหล่ำดอก
กะหล่ำดอก ก็มีน้ำตาลเชิงคู่ที่เรียกว่า น้ำตาลแรฟฟิโนสเหมือนกัน อย่างที่เราทราบกันแล้วว่า ร่างกายอาจมีปัญหาในการสลายน้ำตาลชนิดนี้ และอาจก่อให้เกิดแก๊สขึ้น รวมถึงกะหล่ำดอกยังมีไฟเบอร์สูงอีกเช่นกัน ซึ่งก็จะมีส่วนเพิ่มแก๊สได้มากขึ้นตาม

3. กะหล่ำปลี
กะหล่ำปลี ก็ถือเป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่ก่อให้เกิดแก๊ส โดยกะหล่ำปลีมีน้ำตาลแรฟฟิโนส ที่ถือเป็นน้ำตาลเชิงคู่ ซึ่งร่างกายอาจมีปัญหาในการสลายน้ำตาลชนิดนี้ และอาจก่อให้เกิดแก๊สขึ้น รวมไปถึงกะหล่ำปลียังมีไฟเบอร์ที่สูง และมีส่วนเพิ่มแก๊สได้มากขึ้นด้วย

4. กะหล่ำดาว
ในกะหล่ำดาวก็มีน้ำตาลแรฟฟิโนส ถือเป็นน้ำตาลเชิงคู่เช่นเดียวกัน ร่างกายอาจมีปัญหาในการสลายน้ำตาลชนิดนี้ และอาจก่อให้เกิดแก๊สขึ้นนั่นเอง และแน่นอนว่ากะหล่ำดาวก็มีไฟเบอร์ที่สูงเช่นกัน จึงถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุมีส่วนเพิ่มแก๊สได้มากขึ้นนั่นเอง

5. หัวหอมใหญ่
หอมหัวใหญ่ มีน้ำตาลธรรมชาติที่เรียกว่า ฟรุกโตส ซึ่งมีส่วนทำให้ลำไส้มีปัญหาในระหว่างการย่อย และฟรุกโตสก็อาจก่อให้เกิดแก๊สขึ้นเมื่อแบคทีเรียในลำไส้สลายตัว รวมถึงแก๊สจากหัวหอมก็อาจทำให้เกิดกลิ่นเหม็นได้อีกด้วย

6. กระเทียม

โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่แพ้กระเทียม อาจจะมีอาการท้องอืดและมีแก๊สได้

7. หน่อไม้ฝรั่ง
หน่อไม้ฝรั่ง อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ดีต่อร่างกาย แต่การที่ไฟเบอร์เยอะ ก็อาจมีส่วนเพิ่มแก๊สได้มากขึ้นตามมา รวมถึงหน่อไม้ฝรั่ง ยังมีน้ำตาลเชิงคู่ที่เรียกว่า น้ำตาลแรฟฟิโนส ซึ่งร่างกายอาจมีปัญหาในการสลายน้ำตาลชนิดนี้ และอาจก่อให้เกิดแก๊สขึ้นได้

วิธีลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คือ การดื่มน้ำเยอะ ๆ และเดินหลังจากมื้ออาหาร เพราะการเดินหลังมื้ออาหาร 10 – 15 นาที จะช่วยให้ลำไส้เล็กบีบตัวได้ดี แบคทีเรียในลำไส้สร้างแก๊สน้อยลง ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้อีกทางนะครับ

ข่าวโดย : พันนา วงศ์ใหญ่

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562

BakKutTeh

https://mgronline.com/china/detail/9620000095576
โดย พชร ธนภัทรกุล
---คัดมาบางส่วน---

บักกุ๊ดเต๋ (肉骨茶เสียงฮกเกี้ยน)


สูตรบักกุ๊ดเต๋
ส่วนประกอบสำคัญ คือเครื่องยาจีน ได้แก่
เง็กเต็ก (玉竹) กุ้ยกี (桂枝) เส็กตี้ (熟地) ตังกุย (當歸) ชวงเก็ง (川芎) ซัวเซียม (沙蔘)
เน็กกุ่ย/อบเชยจีน (肉桂) กำเช่า/ชะเอมจีน (甘草) อึ่งคี้ (黃耆) ห่วยเฮียง/ยี่หร่า (茴香)
เฮ็กจ้อ/พุทราจีนดำ (黑棗) เต็งเฮียง/กานพลู (丁香) เซียมชิว/รากฝอยโสมเอี่ยเซียม (蔘鬚)
เก๋าคี่/เก๋ากี้ (枸杞) เถ่งพ้วย/เปลือกส้มจีน (陳皮) เม็ดพริกไทยขาว (白胡椒)
โป๊ยกัก (八角) ห่วยซัว (淮山) กุยอี่เน็ก/เนื้อลำไยแห้ง (桂圓肉)
ทั้งหมด 19 อย่างๆละ 10 กรัม

วิธีทำ ยาจีนส่วนที่เป็นผงหรือเม็ดเล็กๆ เช่น ยี่หร่า กานพลู ให้ใช้ผ้าขาวบางห่อไว้ ส่วนยาจีนชิ้นใหญ่ ก็ใส่ต้มในน้ำได้เลย ใช้น้ำประมาณ 2 ลิตร ต้มจนน้ำเดือดสัก 20 นาที ตักเครื่องยาจีนขึ้นจากหม้อ แล้วปรุงรสแต่งสีน้ำซุปด้วยซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ เกลือ จากนั้นใส่ซี่โครงหมู เห็ดหอมลงต้ม เดือดแล้วลดเป็นไฟอ่อน ตุ๋นต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมง ใส่ ตามด้วยผักสด เช่น ผักกาดขาว กะหล่ำปลี เห็ดเข็มทอง เห็ดอื่นๆ เต้าหู้ ฟองเต้าหู้ (ส่วนนี้แล้วแต่ชอบ) เดือดแล้ว ดับไฟ ตักจัดขึ้นโต๊ะได้

หมายเหตุ 1.ยาจีนที่ให้มาแต่ละอย่างมีน้ำหนักค่อนข้างมาก อย่างน้อยก็บ่งต้มได้ 3 ครั้ง แต่ถ้าไม่อยากให้มีกลิ่นยาจีนแรงไป ก็แบ่งต้มเป็น 4 ครั้ง โดยใช้ยาจีนอย่างละ 2-3 กรัมเท่านั้น

2.กานพลู ยี่หร่า มีกลิ่นค่อนข้างแรง ใส่น้อยหน่อยได้ เม็ดพริกไทยขาว ต้องตำให้แตก เพื่อให้หอมขึ้น

3. ตัวยาจีนเส็กตี่ ทำให้น้ำซุปมีสีเข้มขึ้นอยู่แล้ว อย่าใส่ซีอิ๊วมากไป จะได้ไม่เค็มเกินไปด้วย
4.ถ้าไม่ชอบให้มีกลิ่นยาจีนแรงเกินไป ต้มครั้งแรกแล้วให้ตักเครื่องยาออกจากหม้อ แต่ถ้าชอบกลิ่นยาจีน ต้มครั้งต่อไป ก็ไม่ต้องตักเครื่องยาจีนออกจากหม้อ

5.ควรล้างซี่โครงหมูให้สะอาดก่อน ถ้าใส่หมูสามชั้นด้วย ให้ต้มลวกหมูสามชั้นก่อน เพื่อขจัดคราบสกปรกออก แล้วหั่นเป็นชิ้น เอาลงต้มพร้อมซี่โครงหมู

6. ถ้าอยากให้น้ำซุปหวานขึ้น ให้ใส่โครงไก่และขาไก่ลงต้มด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

EAT, RedPockRice

ข้าวหมูแดง


วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

Shiroi Koibito

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทุกจังหวัดของญี่ปุ่นมีขนมเลียนแบบ Shiroi Koibito (白い恋人)


http://manager.co.th/Japan/ViewNews.aspx?NewsID=9600000005765

พูดถึงแพ็กเกจขนมของฝากแบบญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ออกแบบมาสวยงามดึงดูดลูกค้ามากแต่ละเมืองแต่ละจังหวัดจะนำเสนอสัญลักษณ์ประจำจังหวัดของตัวเองเพื่อเป็นที่จดจำ และส่วนใหญ่ขนมของจังหวัดหรือภูมิภาคไหนๆ มักจะมีวางขายเฉพาะท้องถิ่นของตนเองเท่านั้น ยกเว้นสนามบินนานาชาติบางแห่งอาจมีขนมของภูมิภาคอื่นวางขายอยู่ด้วย 
       
       ซึ่งที่ญี่ปุ่นนั้นแบ่งเขตการปกครองเป็น 47 เขตการปกครอง แบ่งเป็น
       นครหลวง 都 To 1 เขต คือ โตเกียว
       มณฑล 道 Do 1 เขต คือ ฮอกไกโด
       จังหวัด(นคร) 府 Fu2 จังหวัด คือ เกียวโตและโอซาก้า
       จังหวัด 県 Ken มี 43 จังหวัด
       
       ส่วนขนม Shiroi Koibito(白い恋人) นั้นเป็นขนมของฝากชื่อดังของฮอกไกโดลักษณะเป็นขนมคุ๊กกี้และไวท์ช็อคโกแล็ตเป็นส่วนผสม เป็นสูตรเฉพาะที่คิดค้นพิเศษสำหรับ Shiroi Koibito ทำให้เป็นที่นิยมมายาวนานกว่า 30 ปีแล้ว ส่วนแพ็กเก็จอันเป็นเอกลักษณ์นั้นออกแบบเป็นบรรจุภัณฑ์กล่องสีขาว มีภาพภูเขา Rishiri ที่สวยงามของฮอกไกโดนั่นเองเด่นอยู่กลางกล่องและข้อความว่า "白い恋人 Shiroi Koibito"
       
       ความน่าสนใจคือมีบล็อกเกอร์ชาวญี่ปุ่นได้เสาะแสวงหาขนมของฝากของจังหวัดอื่นๆ ทั่วญี่ปุ่นพบว่ามีขนมคล้ายๆ กันกับขนม Shiroi Koibito(白い恋人) อีกมากมายแทบจะทุกจังหวัดของญี่ปุ่นเลย บางจังหวัดใช้ชื่อขนมเป็นชื่อจังหวัดตัวเองแล้วเติมคำว่า Koibito ( 恋人) วันนี้ยกตัวอย่างมารวมไว้ให้ดู เพราะทั้งน่ารักและน่าซื้อหา
       
       ยกตัวอย่างจังหวัดที่คนทั่วไปรู้จักดีและขนมของจังหวัดนั้นที่คล้าย Shiroi Koibito(白い恋人) 



☆โตเกียว เป็นเมืองหลวงญี่ปุ่น มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู เป็นศูนย์กลางของการปกครองของรัฐ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ตลอดจน เป็นศูนย์กลางด้านสังคม คมนาคม เทคโนโลยี การศึกษา ฯลฯ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยว แน่นอนว่าต้องมีด้วยการหลายแห่ง เช่น โตเกียว ดิสนี่ย์แลนด์ ,หอคอยโตเกียว,Tokyo sky tree ,วัดเซ็นโซจิ ในย่านอาซาคุซะ ,สวนอุเอโนะ,ตลาดปลาซึคิจิ,บุโดกัน และแหล่งท่องเที่ยวตามย่านสถานีรถไฟทั่วไป ขนมของฝากประจำจังหวัดมีหลายอย่างที่ดังๆเช่น ขนม Tokyo banana แต่ขนมที่คล้ายกับ Shiroi Koibito(白い恋人) นั้นชื่อว่า Tokyo no Koibito(東京の恋人) 




 ☆โอซาก้า เป็นเมืองใหญ่และเมืองท่าอันดับ2 ของญี่ปุ่น เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่มีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อตั้งอยู่หลายแห่ง เช่น ชาร์ป ซันโย กุลิโกะ นิชชิน เป็นต้น เป็นจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่หลายแห่ง ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆนั้น ก็มี ปราสาทโอซาก้า ,หอคอยซึเทนคาคุ ,Universal Studios Japan ฯลฯ ขึ้นชื่อเรื่องอาหารการกิน อย่างเช่น โอโคโนมิยากิ(พิซซ่าญี่ปุ่น) ทาโกะยากิ(ขนมครกญี่ปุ่น), และก็ ซูชิ เป็นต้น ขนมที่คล้ายกับ Shiroi Koibito(白い恋人) นั้นชื่อ Osaka no Koibito(大阪の恋人) 













☆เกียวโต ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู มีเกียวโต เป็นเมืองหลวง ซึ่งในอดีตนั้น เกียวโตเคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของญี่ปุ่น ซึ่งยังคงสภาพความเป็นเมืองเก่าแก่จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวในด้านศาสนา ขนมที่คล้ายกับ Shiroi Koibito(白い恋人) นั้นชื่อว่า Kyoto no Koibito(京都の恋人) 







 ☆ชิสึโอกะ ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู เมืองหลวงของจังหวัดนี้คือ ชิสึโอกะ เป็นที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิอันสวยงาม และมีชายหาดอิสุ มีไร่ชาเขียวและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอีกมากมาย ขนมที่คล้ายกับ Shiroi Koibito(白い恋人) นั้นชื่อว่า Shizuoka no Koibito tachi(静岡の恋人達) 







☆ไอจิ ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู มี นาโงย่า เป็นเมืองหลวง และ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด (หลายคนมักเข้าใจผิด คิดว่า นาโงย่า เป็นจังหวัดหนึ่ง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่) เป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น โดยเฉพาะด้านยานยนต์ และ อุตสาหกรรมเครื่องบินพานิชย์ ขนมที่คล้ายกับ Shiroi Koibito(白い恋人) นั้นชื่อว่า Nagoya no Koibito(名古屋の恋人 ) 









 ☆ฮิโรชิม่า ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู เมืองหลวง คือ ฮิโรชิม่า ที่ซึ่งเคยถูกสหรัฐทิ้งระเบิดนิวเคลียร์จนราบเป็นหน้ากอง และ คนตายเป็นนับหมื่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 และเคยจัดกีฬา เอเชี่ยนเกมส์มาแล้วในปี 1994 และเนื่องจากเคยเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบจากระเบิดนิวเคลียร์ ก็เลยมีสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นั้น รวมถึงมีนกกระเรียนกระดาษจำนวนนับพันวางขายด้วย ขนมที่คล้ายกับ Shiroi Koibito(白い恋人) นั้นชื่อว่า Hiroshima no Koibito(広島の恋人 ) 






 ☆คุมาโมโต้ ตั้งอยู่ตอนกลางของเกาะคิวชู มีคุมาโมโต้เป็นเมืองหลวง มีโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งรวมทั้งโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าขนาดใหญ่ ที่เมืองคุมาโมโต้ ก็เป็นที่ตั้งของปราสาทคุมาโมโต้และเจ้าหมีคุมะมงที่โด่งดังขนมที่คล้ายกับ Shiroi Koibito(白い恋人)นั้นชื่อว่า Kumamoto no Koibito(熊本の恋人) 








☆นารา อดีตเมืองหลวงที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู มี นารา เป็นเมืองหลวง ในอดีต เคยมีการติดต่อสานสัมพันธ์กับจีน ในราชวงศ์ ซุย และ ถัง และเป็นแห่งแรกที่ศาสนาพุทธเข้ามาเผยแพร่ที่ญี่ปุ่น จึงมีสถานที่ที่คงสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมอยู่ มีวัดวาเก่าแก่มากมาย และปัจจุบันก็ถือเป็นมรดกโลกอีกด้วย สินค้าดังของจังหวัดนี้คือ สตรอเบอร์รี่ แตงโม และ ปลาทอง ขนมที่คล้ายกับ Shiroi Koibito(白い恋人) นั้นชื่อว่า Nara no Koibito(奈良の恋人)
       












 เป็นต้น แต่ที่จริงมีขนมเช่นนี้เป็นชื่อจังหวัดและสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ เกือบทุกแห่งเลย ที่อื่นๆ ก็มีแบบนี้เช่นกัน 














วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

EAT,Sea G Seafood Buffet

บุฟเฟ่ต์ซีฟู้ดชั้น 2 ตลาดสามย่าน

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

EAT,Suanploen Market

Food center near Lotus Rama4

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

สูตรฟิน “BonChon” ไก่ทอดกรอบสไตล์เกาหลี!

http://manager.co.th/Feelgood/ViewNews.aspx?NewsID=9590000024531
โดย ผู้จัดการรายวัน
8 มีนาคม 2559 15:01 น.


สูตรฟิน “BonChon” ไก่ทอดกรอบสไตล์เกาหลี!

본촌치킨 หรือ ไก่ทอดบอนชอน เมนูไก่หนังกรอบรสเข้มสไตล์เกาหลี อีก หนึ่งเมนูสุดฮอตฮิตที่เห็นแล้วน้ำลายแทบพุ่ง ด้วยความอร่อยจนต้องติดใจทำเอาหลายคนถึงกับต่อแถวเข้าคิวกันไปทานจนล้นร้าน อาหารกันเลยทีเดียว แต่วันนี้ FEEL GOOD นำสูตรทอดไก่บอนชอนอย่างง่ายมาฝาก สามารถทำเองได้ที่บ้านชิลล์ๆ เปิดซีรีย์เกาหลีดูเพลินๆ เพิ่มอรรถรสไปด้วยยังได้ จะรออะไรล่ะ..ตามมาดูวิธีทำดีกว่า!!
      
       ส่วนผสมของไก่ทอด
       - ไก่ (ไก่/น่อง ตามความชอบ) 1 โล
       - เกลือ 1 ช้อนชา
       - พริกไทย 1 ช้อนชา
       - แป้งข้าวโพด 100 กรัม
      
       ส่วนผสมน้ำซอสรสเผ็ด
       - กระเทียมสับหยาบๆ 4 กลีบ
       - ขิงสับ (เล็กน้อย)
       - ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
       - แป้งข้าวโพด 1 ช้อนชา
       - พริกป่น ¼ ช้อนชา
       - หอมใหญ่สับ ¼ หัว
       - ซอสปรุงรสแมกกี้ 1 ช้อนโต๊ะ
       - น้ำตาลปี้ป 3 ช้อนโต๊ะ
       - ซอสพริก 2 ช้อนโต๊ะ
      
       นำไก่มาล้างน้ำแล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง จากนั้นใส่เกลือและพริกไทยดำลงไปคลุก ขยำๆ ให้เข้ากัน

สูตรฟิน “BonChon” ไก่ทอดกรอบสไตล์เกาหลี!

ใส่แป้งข้าวโพดแล้วคลุกให้ทั่ว
สูตรฟิน “BonChon” ไก่ทอดกรอบสไตล์เกาหลี!

นำไปทอดด้วยไฟกลาง10-15นาที ก่อนยกจากเตาให้เร่งไฟเป็นระดับสูง เพื่อรีดน้ำมัน
สูตรฟิน “BonChon” ไก่ทอดกรอบสไตล์เกาหลี!

 ขั้นตอนการทำน้ำซอส
       นำส่วนผสมของน้ำซอส มาใส่รวมกันในหม้อ เคี่ยวโดยใช้ไฟเบา เมื่อได้ที่แล้ว กรองให้เหลือแต่น้ำซอส

สูตรฟิน “BonChon” ไก่ทอดกรอบสไตล์เกาหลี!

ขั้นตอนสุดท้าย นำตัวซอสมาทาลงบนไก่ที่ทอดไว้ ตกแต่งด้วยงาขาวคั่ว พร้อมเสิร์ฟ
สูตรฟิน “BonChon” ไก่ทอดกรอบสไตล์เกาหลี!

ไก่ทอดบอนชอนเกาหลีมาแล้วจ้าาาา!!
สูตรฟิน “BonChon” ไก่ทอดกรอบสไตล์เกาหลี!

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากคุณ 'hiwikleaw' สมาชิกพันทิพ http://pantip.com/topic/33773530

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

EAT, ซาลาเปาโกอ้วน

มาจากหาดใหญ่
ต้องลอง

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วิธีหุงข้าวแบบใหม่ให้ห่างไกลโรค

 http://manager.co.th/GoodHealth/ViewNews.aspx?NewsID=9580000048853
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์  29 เมษายน 2558 12:46 น.

ปิดงานวิจัยปฏิวัติการหุงข้าวแบบใหม่ให้ห่างไกลโรค (ตอนที่ 1)

 โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       
       

       ในงานวิจัยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้ให้ความสนใจกับเรื่องดัชนีน้ำตาลที่เรียกว่า Glycemic Index (GI) มากขึ้น เพราะอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงย่อมหมายถึงว่าการบริโภคอาหารชนิดนั้นจะกลายสภาพเป็นน้ำตาลในกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสียหายต่อหลอดเลือด อีกทั้งยังทำให้อินซูลินจากตับอ่อนหลั่งออกมาอย่างรวดเร็วด้วย เมื่อน้ำตาลถูกอินซูลินพาเข้าไปในเซลล์อย่างรวดเร็วแล้ว อินซูลินที่หลั่งออกมามากและค้างอยู่ในกระแสเลือดก็กลับเกิดภาวะโหยน้ำตาลหรือน้ำตาลตกตามมาได้ด้วย จึงทำให้ไม่สามารถเลิกรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงๆได้จากงานวิจัยจำนวนมากพบว่าหากรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงเป็นประจำก็อาจจะส่งผลทำให้เพิ่มความเสี่ยงเป็น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไต ทำให้แก่เร็ว ทำให้เทโลเมียร์(หางของโครโมโซม)สั้นลง และนั่นหมายความว่าอายุจะสั้นลงเมื่อบริโภคอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงเป็นประจำ
              
       ตัวอย่างเช่น งานวิจัยในปี พ.ศ. 2551 หัวข้อ Glycemic Index, Glycemix Load, and chronic disease risk-meta-analysis of observational studies.ตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการของอเมริกัน ซึ่งรวบรวมรายงานการศึกษา 37 ชิ้นในเรื่องความสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังต่างๆ ที่มีการติดตามผลต่อเนื่องตั้งแต่ 4 ปีถึง 20 ปี รวมกรณีศึกษาถึง 40,129 ราย เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่รับประทานอาหารในค่าดัชนีน้ำตาลสูงสุดและกลุ่มที่รับประทานอาหารค่าดัชนีน้ำตาลต่ำสุด พบว่าการรับประทานอาหารค่าดัชนีน้ำตาลต่ำจะส่งผลทำให้ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ในโรคเบาหวานและโรคหัวใจ
              
       ตัวอย่างอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง คือกลุ่มอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวในปริมาณมาก จึงสามารถแปลงสภาพจากแป้งหรือน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว เช่น น้ำตาลกลูโคส (ค่า GI =100), ข้าวขาวหอมมะลิ (ค่า GI = 100), ข้าวเหนียว (ค่า GI = 87), ข้าวญี่ปุ่นสำหรับทำซูชิ (ค่า GI = 85), มั่นฝรั่งอบ (ค่า GI = 85), บะหมี่จากแป้งข้าวสาลีสด (ค่า GI = 82), ขนมปังขาว (ค่า GI = 70) ฯลฯ
       
       การส่งเสริมให้คนสนับสนุนให้คนมารับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำนั้น ความจริงแล้ว ก็คือการเลือกบริโภคอาหารที่กลายสภาพเป็นน้ำตาลเข้ากระแสเลือดให้น้อยและช้า อันได้แก่ แป้งหรือน้ำตาลนั้นอยู่ในรูปโมเลกุลเชิงซ้อนที่ถูกย่อยช้ากลายเป็นน้ำตาลที่ถูกนำส่งเข้ากระแสเลือดช้าๆ ตัวอย่าง อาหารกลุ่มแป้งและน้ำตาลที่มีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างต่ำ (ต่ำกว่า 55) เช่น ข้าวกล้อง (ค่า GI =55), ขนมปังโฮลวีท (ค่า GI =53), เส้นสปาเก็ตตี้ (ค่า GI = 42), น้ำเต้าหู้ (ค่า GI = 41), วุ้นเส้น (ค่า GI =39), ถั่วแดง (ค่า GI = 36), น้ำตาลดอกมะพร้าว (ค่า GI = 35), ถั่วเขียว (ค่า GI = 31), ถั่วดำ (ค่า GI =30), ถั่วเหลือง (ค่า GI = 15) ฯลฯ
       
       แต่“ข้าวขัดขาว” ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดสำหรับชาวเอเชีย เพราะเป็นอาหารที่เป็นวัฒนธรรมการบริโภคของชาวเอเชียมาอย่างยาวนาน จากรายงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษที่ชื่อว่า The British Medical Journal เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554 ในหัวข้อ White rice consumption and risk of type 2 diabetes meta-analysis and systematic review โดย Qi Sun และทีมงาน จากคณะโภชนาการ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทบทวนวรรณกรรมงานวิจัย 7 ชิ้น ทั้งการวิเคราะห์ในเอเชียและชาวตะวันตก โดยรวบรวมคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน จำนวน 13,284 ราย จากจำนวนคนที่ทำการศึกษาทั้งหมด 352,384 ราย ในช่วงการศึกษาติดต่อกันระหว่าง 4 ถึง 22 ปี แล้วพบว่าการบริโภคข้าวขัดขาวมีความสัมพันธ์เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมีนัยยะสำคัญโดยเฉพาะในหมู่ประชากรชาวเอเชีย
        
       มาถึงจุดนี้แม้หลายคนจะรู้ว่า “ข้าวหอมมะลิขัดขาว” มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงและเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน แต่ด้วยเพราะยังติดในรสชาติที่หอมอร่อยก็ยังเป็นเรื่องยากที่หลายคนจะเปลี่ยนพฤติกรรมไปกินข้าวกล้อง และเรื่องที่ยากไปกว่านั้นคือลดปริมาณข้าวให้น้อยลงเพื่อลดความเสี่ยงในโรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคอ้วน ฯลฯ
       
          เมื่อวันที่ 22-26 มีนาคม พ.ศ. 2558 ประชาสังคมนักเคมีของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า American Chemical Society (ACS) ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งมากว่า 139 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2419 ถือได้ว่าเป็นองค์กรประชาสังคมทางวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกกว่า 158,000 คนได้จัดการประชุมและรายงานผลงานระดับชาติครั้งที่ 249 ณ เมืองเดนเวอร์ มลรัฐโคโรลาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยในการประชุมครั้งนี้มีการรายงานผลความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เกือบถึง 11,000 ชิ้น นักวิจัยคณะหนึ่งนำโดย Sudhair A.James ซึ่งมาจากวิทยาลัยเคมี โคลัมโบ ในฝั่งตะวันตกของประเทศศรีลังกา ได้ค้นพบวิธีการหุงข้าวแบบใหม่เพื่อให้แคลอรี่ลดลงเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องโรคเบาหวานและโรคอ้วน ในหมู่คนที่ยังรับประทานข้าวขัดขาวอยู่ วิธีการมีดังต่อไปนี้ 

ถาม-ตอบ กับผู้วิจัยวิธีหุงข้าวแบบใหม่ให้ห่างไกลโรค / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

สูตรการหุงข้าวด้วยวิธีนี้ คณะวิจัยได้ทดลองกับข้าวถึง 38 ชนิด จากประเทศศรีลังกา แล้วพบว่านอกจากจะทำให้ปริมาณแป้งที่ทนทานต่อเอนไซม์ (Resistant Starch) เพิ่มขึ้นถึง 90% แล้ว ยังส่งผลทำให้ปริมาณแคลอรี่ลดลงไปถึง 60 % อีกด้วย
            
       นั่นหมายความว่าการบริโภคข้าวขาวด้วยวิธีนี้จะทำให้ปริมาณแคลลอรี่ลดลงเหลือได้ใกล้เคียงหรือดีกว่าการรับประทานข้าวกล้องที่หุงด้วยวิธีปกติ!!!
            
       ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือเมื่อเอนไซม์ย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลช้าลงและน้อยลง หากเรายังรับประทานข้าวขาวในปริมาณเท่าเดิมอยู่ แค่เปลี่ยนวิธีการหุงข้าวใหม่ด้วยวิธีนี้ก็ส่งผลทำให้ลดความเสี่ยงโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดไปได้ไปโดยปริยาย
            
       ผลงานวิจัยครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิวัติการหุงข้าวที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสุขภาพครั้งสำคัญของชาวเอเชียที่มีวัฒนธรรมการรับประทานข้าวมาอย่างยาวนาน !!! 


--------------------------
จากคอลัมน์ : ธรรมชาติบำบัด
       โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
       เซกชั่น Good Health & Well-Being
       นิตยสาร ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 16-22 พฤษภาคม 2558

เป็นที่ได้รับความน่าสนใจมาก สำหรับคนที่คิดค้นวิธีการสำหรับการหุงข้าวแบบใหม่ให้เพิ่มคุณสมบัติของข้าวขัดขาวให้มีปริมาณ Resistant Starch หรือแป้งที่ทนทานต่อการย่อยของเอนไซม์มากขึ้นถึง 90% และลดปริมาณแคลอรี่ได้ถึง 50% - 60% ของนายซูแดร์ เอ. เจมส์ ชาวศรีลังกา ในการนำเสนอผลงานระดับชาติครั้งที่ 249 ระหว่างวันที่ 22-26 มีนาคม พ.ศ.2558 ของประชาสังคมของนักวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีสมาชิกกว่า 158,000 คน ในนามประชาสังคมเคมีอเมริกันหรือที่เรียกว่า American Chemical Society (ACS) ณ เมืองเดนเวอร์ มลรัฐโคโรลาโด ประเทศสหรัฐอเมริกา
       
       แม้ในการประชุมครั้งนี้จะมีการนำเสนอผลงานมากถึง 11,000 ชิ้น แต่สื่อมวลชนในต่างประเทศกลับให้ความสนใจในงานวิจัยของนายซูแดร์ เอ. เจมส์ ในการหุงข้าววิธีใหม่ที่ทำให้ลดปริมาณแคลลอรี่ได้ถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การลดสารพัดโรคที่มาจากข้าวขัดขาวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต ตาเสื่อม แก่เร็ว และอายุสั้น ด้วยเหตุนี้งานวิจัยดังกล่าวจึงได้รับการกล่าวขานถึงการปฏิวัติการหุงข้าวครั้งใหญ่ของชาวเอเชียที่จะนำไปสู่การลดโรคได้ จนมีการตีพิมพ์ทั้งในนิตยสารไทม์ หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ฯลฯ
       
       คนทั่วไปจึงอาจจะคิดว่าคนที่ทำงานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นงานระดับปริญญาเอก แต่ความจริงแล้ว นายซูแดร์ เอ. เจมส์นั้นได้ทำงานวิจัยชิ้นนี้ในระดับปริญญาตรี แต่การที่สื่อที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้เพราะแม้จะเป็นงานวิจัยในระดับปริญญาตรี แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทำให้หลายคนสามารถเปลี่ยนแปลงเพื่อสุขภาพได้ไม่ยากจนเกินไป
       
       การปฏิวัติหุงข้าวครั้งสำคัญ มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ 
ถาม-ตอบ กับผู้วิจัยวิธีหุงข้าวแบบใหม่ให้ห่างไกลโรค / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
1.นำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 1 ช้อนชา มาต้มกับน้ำที่เตรียมไว้สำหรับหุงข้าวจนเดือด
       
       2.จากนั้นให้เติมข้าวสารครึ่งถ้วยใส่ลงไปในน้ำแล้วหุงต่อจนข้าวสุก (ปริมาณน้ำมันมะพร้าวให้เป็นไปสัดส่วนตามปริมาณข้าว) ในระหว่างนี้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นซึ่งเป็นกรดไขมันสายปานกลาง และเป็นโมเลกุลที่สั้นกว่ากรดไขมันทั่วไป จะเข้าไปในเมล็ดข้าวในระหว่างการหุง แล้วทำการเปลี่ยนโครงสร้างแป้งให้ต้านการย่อยของเอนไซม์ (Resistant Starch) เพิ่มเป็นรอบแรก
       
       3.น้ำข้าวที่หุงแล้วมาใส่ตู้เย็นต่ออีก 12 ชั่วโมง ซึ่งขั้นต่อนการแช่เย็นนี้เพื่อทำให้อะไมโลสที่ละลายในน้ำได้ซึ่งอยู่ในแป้งนั้นออกมาจากเมล็ดข้าว ในระหว่างการปฏิกิริยาเคมีที่เกิดการพองตัวและเหนียวที่เรียกว่า Gelatinization การปรับทำความเย็นต่อกัน 12 ชั่วโมงจะส่งผลทำให้เกิดการสร้างรูปแบบกับไฮโดรเจนระหว่างโมเลกุลของอะไมโลสภายนอกเมล็ดข้าวด้วยกันเอง ทำให้ปริมาณแป้งที่ทนทานต่อการย่อยของเอนไซม์ (Resistant Starch) สูงเพิ่มขึ้นเป็นรอบที่สอง
       
       พอถึงในขั้นตอนนี้แล้วปริมาณแป้งที่ทนทานต่อการย่อยของเอนไซม์ (Resistant Starch) จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 90% แม้ว่าจะนำมาอุ่นซ้ำก็จะไม่ได้ทำให้แป้งที่ทนทานต่อการย่อยของเอนไซม์ลดลงแต่ประการใด
       
       4.ดังนั้น เมื่อจะนำมาบริโภคอีกครั้งจึงนำข้าวที่แช่เย็น 12 ชั่วโมงขึ้นไป มาผ่านความร้อนอีกครั้งหนึ่ง โดยการอุ่นในไมโครเวฟ หรือ อุ่นในหม้อหุงข้าวในรูปแบบข้าวสวยก็ได้ จะนำไปใส่น้ำแล้วต้มเพื่อให้เป็นข้าวต้มก็ได้ หรือจะนำมาผัดกับน้ำมันมะพร้าวเป็นข้าวผัดก็ได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีใดรสชาติของข้าวจะนุ่มและหอมอร่อย
       
       นายซูแดร์ เอ.เจมส์ ได้กล่าวในการประชุมแสดงผลงานเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558 งานวิจัยชิ้นนี้ได้เริ่มต้นตั้งแต่ที่เขายังไม่ได้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี เพียงแต่ว่าในตอนแรกได้ทดลองกับพันธุ์ข้าวที่มีแป้งที่ทนต่อการย่อยเอนไซม์ต่ำที่สุดคือ บีจี 305 แล้วพบว่าสามารถเพิ่มแป้งที่ทนต่อการย่อยเอนไซม์ได้ถึง 54% แต่ผลของปริมาณแคลอรีกลับลดลงเพียง 10%-15% เท่านั้น จึงไปทดสอบกับข้าวพันธุ์อื่นๆ ด้วยวิธีการเดียวกัน จึงทำให้พบว่าสามารถลดปริมาณแคลอรีได้สูงถึง 50%-60% ในที่สุด 
ถาม-ตอบ กับผู้วิจัยวิธีหุงข้าวแบบใหม่ให้ห่างไกลโรค / ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
 คำถามสำคัญประการหนึ่งที่มีผู้ถามนายซูแดร์ เอ. เจมส์ ในเวทีดังกล่าวว่าถ้ามีการหุงด้วยน้ำมันมะกอกจะต่างจากมะพร้าวอย่างไร และแบบไหนจะดีกว่า นายซูแดร์ เอ.เจมส์ ได้ตอบว่า เขาขอเลือกน้ำมันมะพร้าวด้วยเหตุผล 3 ประการคือ
       
       1.ในทางทางคุณค่าโภชนาการแล้วน้ำมันมะพร้าวดีกว่าน้ำมันมะกอก
       
       2.น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีโมเลกุลสั้นกว่าเพราะเป็นกรดไขมันสายปานกลาง ในขณะที่น้ำมันชนิดอื่นซึ่งรวมถึงน้ำมันมะกอกเป็นกรดไขมันสายยาว ดังนั้นการดูดซึมเข้าทำปฏิกิริยากับข้าวนั้นจึงย่อมดีกว่าน้ำมันมะกอก
       
       3.เนื่องจากในประเทศที่บริโภคข้าวนั้น น้ำมันมะพร้าวหาได้ง่ายกว่า เป็นที่นิยมกว่า และสอดคล้องกว่าในการบริโภคกับข้าว
       
       มีผู้ถามต่อมาว่าการเพิ่มแป้งที่ทนต่อเอนไซม์ที่เรียกว่า Resistant Starch มีผลต่อดัชนีน้ำตาลที่เรียกว่า Glycemic Index อย่างไร?
       
       นายซูแดร์ เอ.เจมส์ ได้ตอบในประเด็นดังกล่าวว่า ความจริงงานวิจัยจำนวนมากได้ระบุว่าเมื่อแป้งที่ทนต่อเอนไซม์ที่สูงค่าดัชนีน้ำตาล Glycemic Index ก็จะต่ำ ในขณะที่แป้งที่ทนต่อเอนไซม์ที่ต่ำค่าดัชนี้น้ำตาล Glycemic Index ก็จะสูง เพียงแต่ว่าการกลายสภาพเช่นนี้ยังไม่ได้ทดลองใน 120 นาทีในมนุษย์ว่าน้ำตาลในกระแสเลือดจะแตกต่างกันอย่างไร ในการกำหนดค่าดัชนีน้ำตาลต่อไป ซึ่งแม้ว่าทิศทางจะรู้จากงานวิจัยหลายชิ้นว่า การทำให้แป้งขัดขาวมีปริมาณแป้งที่ทนต่อการย่อยเอนไซม์สูงขึ้น ค่าดัชนีน้ำตาลก็จะต้องลดอย่างสอดคล้องกันแน่นอน แต่จะลดลงแตกต่างกันเท่าไหร่ต้องทดลองในมนุษย์ในโอกาสต่อไป
       
       แต่นายซูแดร์ เอ. เจมส์ บอกว่าข้าวที่หุงมาได้นั้นทั้งได้รูปร่างที่สวยงาม ฟู นุ่มเบากว่าเดิมด้วย
       
       ดังนั้น ถ้าข้าวอร่อยนุ่มเบาแล้ว สิ่งที่ต้องระวังตามมาก็คือจะอร่อยจนรับประทานข้าวมากกว่าเดิม อันนี้ก็ต้องระวังเพราะอาจทำให้ผิดวัตถุประสงค์ในการหุงข้าวแบบนี้ได้เช่นกัน 

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558